หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า “โคมไฟ” และ “หลอดไฟ” ที่เลือกใช้ในบ้านมีผลต่อค่าไฟฟ้าโดยตรง!
แค่เปลี่ยนหรือเลือกให้เหมาะสม ก็ช่วยประหยัดพลังงานและเงินในกระเป๋าได้มากขึ้นทันที
✅ 1) เลือกหลอดไฟ LED แทนหลอดไส้ / หลอดฟลูออเรสเซนต์
- หลอดไฟ LED ใช้พลังงานน้อยกว่าแต่ให้ความสว่างเท่ากันหรือมากกว่า
- อายุการใช้งานยาวนานถึง 15,000 – 30,000 ชั่วโมง ลดการเปลี่ยนหลอดบ่อย
- ประหยัดไฟได้สูงสุดถึง 80% เทียบกับหลอดไส้
✅ Tip: เลือก LED ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จะมั่นใจได้ว่าประหยัดจริง
✅ 2) เลือกโคมไฟให้เหมาะกับประเภทการใช้งาน
- โคมไฟเพดาน: ควรเลือกแบบที่กระจายแสงได้กว้าง เช่น โคมทรงกลมหรือแผ่นบาง
- โคมไฟตั้งพื้น/ตั้งโต๊ะ: ใช้ในพื้นที่เฉพาะ ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งบ้าน
- ไฟซ่อน / LED Strip: ใช้เป็นไฟเสริมเฉพาะจุด ประหยัดพลังงานกว่าไฟหลัก
✅ Tip: จัดแสงไฟเป็นโซน เช่น ไฟอ่านหนังสือ, ไฟกลางบ้าน เพื่อเปิดเท่าที่จำเป็น
✅ 3) เลือกโทนแสงให้เหมาะกับห้อง
- ห้องนั่งเล่น/ห้องนอน: ใช้ Warm White (2700-3000K) แสงนวลตา สบาย
- ห้องครัว/ห้องน้ำ/ห้องทำงาน: ใช้ Cool White – Daylight (4000-6500K) ให้ความสว่างเพียงพอ ลดเปิดไฟซ้ำซ้อน
✅ 4) ใช้โคมไฟแบบ Smart Light / หรี่แสงได้ (Dimmer)
- Smart Light ควบคุมผ่านแอป เปิด-ปิด ตั้งเวลาได้
- Dimmer ปรับระดับแสงตามความต้องการ ลดการใช้พลังงานเต็มกำลังตลอดเวลา
✅ 5) ติดตั้งโคมไฟในตำแหน่งที่เหมาะสม
- อย่าให้โคมไฟโดนบังด้วยเฟอร์นิเจอร์ จะทำให้ต้องเพิ่มแสงมากขึ้น
- ติดกระจกสะท้อนแสงไฟ ทำให้ห้องสว่างขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนหลอดไฟ
✅ สรุป
แค่เลือกโคมไฟ & หลอดไฟให้ตรงกับลักษณะการใช้งาน + ติดตั้งให้ถูกจุด
✅ ก็ช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดเงินค่าไฟได้ทั้งปี
✅ แถมยังทำให้บ้านสว่างสบายตา ไม่ร้อน ไม่เปลืองไฟ

