🔍 IP Rating คืออะไร?
IP Rating (Ingress Protection Rating) เป็นมาตรฐานสากลที่บอกระดับการ ป้องกันฝุ่น (Dust) และ ป้องกันน้ำ (Water) ของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หลอดไฟ โคมไฟ หรือปลั๊กไฟภายนอกบ้าน
โดยรหัส IP จะตามด้วยตัวเลข 2 หลัก เช่น IP65, IP44, IP68
- ตัวเลขหลักแรก → ระดับการป้องกันฝุ่น (0–6)
- ตัวเลขหลักที่สอง → ระดับการป้องกันน้ำ (0–9)
🌀 ระดับการป้องกันฝุ่น (ตัวเลขหลักแรก)
- 0 = ไม่ป้องกันเลย
- 1–4 = ป้องกันสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็ก เช่น นิ้วมือ เส้นลวด
- 5 = ป้องกันฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง (ยังมีฝุ่นเล็ดลอดเข้าได้เล็กน้อย แต่ไม่กระทบการทำงาน)
- 6 = ป้องกันฝุ่นได้ 100%
💧 ระดับการป้องกันน้ำ (ตัวเลขหลักที่สอง)
- 0 = ไม่ป้องกันน้ำ
- 1–3 = ป้องกันหยดน้ำหรือน้ำกระเด็นเล็กน้อย
- 4 = ป้องกันน้ำกระเด็นจากทุกทิศทาง
- 5 = ทนน้ำฉีดแรงดันต่ำ เช่น สายยางฉีดล้าง
- 6 = ทนน้ำฉีดแรงดันสูง
- 7 = กันน้ำจุ่มชั่วคราว (ลึกไม่เกิน 1 เมตร / 30 นาที)
- 8 = กันน้ำจุ่มต่อเนื่อง (ใช้งานใต้น้ำได้)
- 9K = ทนน้ำแรงดันสูงและอุณหภูมิสูง (ใช้ในงานอุตสาหกรรมหนัก)
🏡 การเลือก IP Rating ให้เหมาะกับการใช้งานภายนอกบ้าน
- ระเบียง/เฉลียงในร่ม (ไม่โดนฝนตรงๆ)
👉 ใช้ IP 44 ขึ้นไปก็เพียงพอ (กันฝุ่นและน้ำกระเด็น) - ติดตั้งกลางแจ้ง โดนฝนโดยตรง
👉 ควรเลือก IP 65 ขึ้นไป (กันฝุ่นแน่นหนาและกันน้ำจากฝน/สายยางฉีด) - สวน/สนาม ที่อาจมีน้ำขัง หรือใกล้สระน้ำ
👉 เลือก IP 67 (กันฝุ่น 100% และกันน้ำจุ่มได้ชั่วคราว) - ใช้งานใต้น้ำ เช่น ไฟสระว่ายน้ำ
👉 ต้องใช้ IP 68 (กันฝุ่นและกันน้ำจุ่มต่อเนื่องได้)
💡 สรุป
การเลือกโคมไฟสำหรับใช้งานภายนอกบ้าน ไม่ใช่แค่ดูดีไซน์หรือราคา แต่ต้องพิจารณา ค่า IP Rating ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าโคมไฟจะใช้งานได้ทนทาน ปลอดภัย และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจริง
เคล็ดลับ: หากไม่แน่ใจ เลือก IP65 ขึ้นไป จะครอบคลุมการใช้งานกลางแจ้งส่วนใหญ่

